Trans-Pacific View | Politics

บา คา ร่า ต่าง ประเทศ: The US Consensus on China Is Just a Mirage

โปร เกม บอล คืน นี้,สัญญาน้ำมันดิบยังคงปิดบวกอย่างต่อเนื่อง หลังจาก EIA รายงานว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 22 ม.ค. ปรับลดลง 14,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 9.22 ล้านบาร์เรล/วัน นอกจากนี้ ตลาดยังขานรับข่าวที่ว่าบริษัททรานส์เนฟท์ ซึ่งเป็นบริษัทผูกขาดท่อส่งน้ำมันของรัฐบาลรัสเซีย กำลังมีการเตรียมการเจรจาปรับลดกำลังการผลิตกับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และซาอุดิอาระเบียล่าสุดบริษัทประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 58 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.58 มีกำไรสุทธิ 4.54 หมื่นล้านบาท หรือ 37.83 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3.36 หมื่นล้านบาท หรือ 28.01 บาทต่อหุ้นกำไรสุทธิของปี 2558 ร่วงลง 14.9% แตะที่ 6.51 ล้านล้านวอน ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 3% แตะระดับสูงสุดอยู่ที่ 91.96 ล้านล้านวอน โดยมีสาเหตุมาจากยอดจำหน่ายรถยนต์ที่แข็งแกร่งด้านนายอับดุลลาห์ อัล-บาดรี เลขาธิการกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก ร่วมมือกันลดกำลังการผลิตเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะน้ำมันล้นตลาด ,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่ โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ รวมทั้งราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัวขึ้น ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้ ตามเวลาสหรัฐส่วนบล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ (27 ม.ค.) ว่า SCC มีสัญญาณฟื้นตัว แนวโน้มขึ้นทดสอบ 440 และ 450 บาท แนวรับ 420/414 บาท ส่วนแนวต้าน 428/430 บาทแนวรับ : 17.80 / 16.40 บาทแนวรับ: 13.6 +/-คำค้น10 บริษัท บูรพาทัศน์ (1999) จำกัด48/5-6 ชั้น 2 ซ.รุ่งเรือง ถนน รัชดาภิเษก แขวง สามเสนนอก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320。 ภาวะการซื้อขายในตลาดทองคำเป็นไปอย่างซบเซา เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่จะทราบผลการประชุมเฟดซึ่งจะมีการเปิดเผยหลังจากตลาดทองคำนิวยอร์กปิดทำการแล้วนอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐยังส่งผลให้นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 10.8% ในเดือนธ.ค. สู่ระดับ 544,000 ยูนิต ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 502,000 ยูนิตในเดือนธ.ค.ขณะที่การส่งออกฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่อ่อนแรงลงในไตรมาส 3 ช่วยผลักดันเศรษฐกิจเกาหลีใต้ที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ด้านการลงทุนในภาคการก่อสร้างหดตัว -6.1% ใน ไตรมาส4/58หลังจากที่ +5.0% ใน ไตรมาส3/59 โดยขยายตัว +7.0%ใน ไตรมาส 1และ+1.6%ใน ไตรมาส 2 กระทรวงพาณิชย์ ภาวะการค้าระหว่างประเทศเดือน ธ.ค.58 การส่งออกมีมูลค่า 17,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ติดลบ 8.73%ดังนั้น บริษัทจึงคาดว่าภาพรวมธุรกิจสื่อโฆษณาในปี 2559 จะเติบโตจากปีที่ผ่านมาได้อีกครั้ง โดยธุรกิจสื่อโฆษณาภายในอาคารสำนักงานและสื่อโฆษณาภายในสนามบินมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างโดดเด่น เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายระดับบนยังมีกำลังซื้อสูง ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมากนัก และปริมาณนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการสนามบินมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เราคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนอาจจะถูกปรับลดประมาณการลงต่อเนื่อง หลังจากที่เราเห็นการปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้นมายาวนานถึง 10 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นราคาทองคำ น้ำมัน ถ่านหิน และเหล็ก ยังไม่มีเสถียรภาพ และปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงราคาสินค้าเกษตรไม่ว่าจะเป็น ข้าว ยาง น้ำตาล และมันสำปะหลัง ที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำขณะที่ ใช้การหลุด 24 เป็น stop lossแนวรับ: 2.84 +/-โดยดัชนี MSCI Asia Pacific ปรับลง 0.5% เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.ตามเวลาโตเกียวในวันนี้,เงินฟรี คา สิ โน ต่าง ประเทศ?โดยบทลงโทษดังกล่าวนั้นจะเป็นการปกป้องนักลงทุน เพราะการให้ข่าวของผู้บริหารนั้นจะมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนในการซื้อขายหุ้น อีกทั้งการมีบทลงโทษจะทำให้ผู้บริหารใช้ความระมัดระวังในการให้ข้อมูลมากขึ้น เพราะโทษจะมีทั้งอาญา และปรับ จากปัจจุบันไม่มีบทลงโทษ ซึ่งเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนจะเสนอให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ ไตรมาส 3/59ราคาหุ้นบริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือTNPปิดตลาดอยู่ที่ 1.49 บาท ลบ 0.01 บาท หรือ 0.67% สูงสุด 1.54 บาท ต่ำสุด 1.48 บาท มูลค่าการซื้อขาย 25.97 ล้านบาท。

แนวรับ : 153 / 142 บาททั้งนี้เนื่องจากนโยบายของภาครัฐที่ประกาศลอยตัวราคาก๊าซธรรมชาติ NGV แบบมีเงื่อนไข โดยขอให้ ปตท.ประกันราคาไม่ให้เกิน 13.50 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนราคาจะลอยตัวตามต้นทุนที่แท้จริงในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเชื่อว่าด้วยนโยบายดังกล่าวจะส่งผลดีต่อบริษัทฯ เนื่องจากการปล่อยตัวราคา NGV ให้อิงกับน้ำมันในตลาดนั้น จะทำให้ราคาก๊าซ NGV ในระยะยาวจะถูกกว่าราคาน้ำมันดีเซลประมาณ 50% ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ใช้ก๊าซ NGV มีความมั่นใจและส่งผลต่อปริมาณการใช้ก๊าซ NGV เพิ่มสูงขึ้นในอนาคตแนวต้าน: 18.6 19.1 19.6 20.30หุ้นแนะนำ : KCE MCS KTB,SET Index: แนวรับสำคัญ 1,260 แนวต้าน 1,280SET Index: แนวรับสำคัญ 1,260 แนวต้าน 1,280โดยภายหลังการโอนหุ้นครั้งนี้นายพนม ควรสถาพร คงเหลือถือหุ้น 6.57% จากเดิมที่ 13.24% ,นางณัชปภา ควรสถาพร ถือหุ้น 6.57% จากเดิม 9.73% ,นางสาวปณิตา ควรสถาพร ถือหุ้น 6.57% จากเดิม 12.41% ,นางสาวธิญาดา ควรสถาพร ถือหุ้น 6.57% จากเดิม 3.83% ,นางสาวพิมญาดา ควรสถาพร ถือหุ้น 6.57% จากเดิม 5.29% , นางสาวพิมชญา ควรสถาพร ถือหุ้น 6.57% จากเดิม 3.18% ,นายอธิภัทร ควรสถาพร ถือหุ้น 6.57% จากเดิม 2.46% และนายณฐภัทร ควรสถาพร ถือหุ้น 6.57% จากเดิม 2.46%คณะกรรมการบริหาร IMF ไอเอ็มเอฟได้เริ่มดำเนินการในขั้นตอนการคัดเลือกผู้อำนวยการคนใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่ภายในวันที่ 3 มี.ค.เพื่อให้ผู้อำนวยการ IMF คนใหม่เริ่มทำหน้าที่ในวันที่ 5 ก.ค.นี้,ด้านนายวรเนติ หล้าพระบาง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสมายล์ แอร์เวย์ จำกัด กล่าวว่า มาตรการจอง ที่นั่งตุ๊กตาลูกเทพเป็นการออกประกาศภายในของบริษัทฯ เพื่อปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยสากล ซึ่งตุ๊กตาลูกเทพเป็นสัมภาระติดตัว มีเกณฑ์กำหนดเรื่องน้ำหนัก ขนาด ที่เก็บหรือวางเพื่อความปลอดภัยตามมาตรฐาน กรณีขนาดใหญ่มากต้องโหลดเป็นคาร์โก้ หรือผู้โดยสารต้องการนำติดตัวขึ้นเครื่อง สามารถซื้อที่นั่งเพิ่ม ในราคาตามปกติได้ ส่วนบริการขึ้นอยู่กับแต่ละสายการบิน กรณีผู้โดยสารไม่ผ่านการตรวจค้น หรือไม่วางสัมภาระในที่เหมาะสมจะขึ้นเครื่องไม่ได้,การประชุม FOMC คืนนี้ จากการสำรวจของ Bloomberg คาดว่า Fed จะคงอัตรารดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ 0.25-0.50% ต่อไป โดยฝ่ายวิจัยคาดว่า Fed จะมี Statement หลังการประชุมเชิงผ่อนคลาย และไม่น่ามีอะไรที่จะสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดได้、วิดีโอเกมลงทะเบียนประมงส่ง 10,000 คะแนน、โดยกระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงที่ประชุม ศึกษาความเป็นไปของโครงการนี้ และได้ศึกษาไปมากแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในลักษณะใด ใน 3 แนวทาง แนวทางแรกให้เอกชนลงทุนทั้งหมด แนวทางที่ 2 เอกชนลงทุนระบบเดินรถ ส่วนรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แนวทางที่ 3 รัฐบาลลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบเดินรถ และให้เอกชนลงทุนบริการเดินรถ ในที่ประชุมให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด จะกลับมาเสนอต่อที่ประชุมในคราวหน้า , SAM พุ่งแรง! ลุ้นกำไรปีนี้พลิกกำไร รายได้แตะ 3 พันลบ. เงินบาทเปิด 35.85/87 อ่อนค่าหลังเฟดคงดอกเบี้ย คาดกรอบ 35.80-36กลยุทธ์ที่แนะนำ ช่วงบ่าย: คาดแกว่งแคบ หรือมีสัญญาณ Breakout ด้านใดด้านหนึ่ง จะมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น โดยด้านบน คือ 1,282 จุด และมีแนวต้านถัดไปอยู่ที่ 1,300 จุด ส่วนกรณีพลิกกลับลงมาต่ำกว่า 1,273 จุด จะกลับตัวลงมาหา 1,250-1,260 จุด อีกครั้ง ส่วนหากถามเรา เรามองไปในทางโอกาสฟื้นตัวต่อมากกว่า โดยประเด็นสำคัญ ติดตามประชุมเฟดคืนนี้ หากส่งสัญญาณยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย จะเป็นปัจจัยหนุนตลาด กลยุทธ์ ยังเน้นเพียงการเก็งกำไรในรอบสั้นๆไปก่อน ทั้งนี้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ TNP (รับ 1.53 ต้าน 1.65 Cut 1.48)ขณะที่ตลาดในประเทศเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาส 1/59 โดยเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามามากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อีกทั้งในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน ปกติความต้องการเครื่องปรับอากาศจะเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้มีคำสั่งซื้อมอเตอร์ในส่วนของเครื่องปรับอากาศเข้ามามากขึ้นด้วยทั้งนี้ หากมีการปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนลงอีกจะส่งผลให้ดัชนี ณ สิ้นปี ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ นายชัยพร กล่าวโดยมีสาเหตุจากการชะลอตัวของผลผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิก ปิโตรเคมี และเศรษฐกิจจีน ส่วนธนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผย GDP ไตรมาส4/58 +0.6% ซึ่งชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาส3 ที่ขยายตัว 1.3% ส่วนการบริโภคของภาคเอกชนขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าในไตรมาสก่อนหน้า?ทั้งนี้ หากมีการปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนลงอีกจะส่งผลให้ดัชนี ณ สิ้นปี ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ นายชัยพร กล่าวทั้งนี้ หาก VPK ผิดนัดไม่ชำระเงินคืนให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 ตามบันทึกข้อตกลงเพื่อรับสภาพหนี้ฉบับดังกล่าว บริษัทมีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยผิดนัดกับVPK ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจนกว่าบริษัทจะได้รับชำระเงินค่ามัดจำพร้อมค่าเสียหายและดอกเบี้ยผิดนัดคืนจนครบนายวสันต์ อิทธิโรจนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพโอเนียร์ มอเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PIMO เปิดเผยว่า ขณะนี้มีบริษัทผู้ผลิตมอเตอร์รายใหญ่ในต่างประเทศ เข้ามาเจรจาเพื่อแสวงหาโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจ เนื่องจากสนใจที PIMO สินค้าหลักสำคัญ คือ มอเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถเป็นส่วนเสริมในการทำตลาดต่างประเทศได้ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวผลิตมอเตอร์ขนาดใหญ่เป็นหลัก。

Anyone hoping that U.S. China policy will avoid the pitfalls of growing political polarization is going to be disappointed.

The US Consensus on China Is Just a Mirage
Credit: Depositphotos

It’s been assumed that Washington, D.C. has finally reached a consensus on China and any suggestion that differences may persist is gently chided. U.S. relations with China are described as the “last bipartisan issue in Washington,” and there’s some evidence of that. Republican Senator John Barrasso said that China is an “enduring strategic threat to us” and emphasized that “[i]t’s important to speak with a unified voice.” Democratic Senator Tim Kaine said that “even if we had criticisms occasionally about Trump’s strategy on China, we didn’t criticize his motive. We thought, ‘He sees the challenge the right way.’” The U.S. public seems to be on board too, with the Pew Research Center reporting large bipartisan majorities of Americans in support of promoting human rights in China.

It’s not hard to see why either – China gives Americans the foreign adversary that they love to pit themselves against and provides a foolproof argument for stimulating domestic industry. China’s economic practices are problematic, its military posturing directly threatens U.S. allies, and reports of its human rights abuses are abhorrent. In other words, there’s something for everyone to dislike.

The problem is it won’t last. Nature abhors a vacuum; U.S. politics abhors consensus. As long as political incentives lead parties to differentiate themselves and exploit divisions to play to political bases, then any consensus will be superficial and fleeting. In fact, anyone hoping that exploiting a threat from China will bring Americans together is going to be disappointed – research has shown that external threats have almost no bearing on domestic polarization.

Just because there’s superficial consensus for now doesn’t mean the parties are identical, either. Meaningful differences exist between the parties – basically Republicans prefer military spending and Democrats prefer industrial policy, though that’s a crude oversimplification. But under conditions of polarization, what those differences are is less important than the fact that differences exist. In polarized politics, bipartisanship is a practical consideration rather than a value of its own. Once practical considerations change, the need for bipartisanship evaporates.

For one thing, political science research has shown that bipartisanship is an electoral strategy that works best when politicians want to secure the support of voters outside of their party, the proverbial swing voters – in other words, bipartisanship is not a natural condition but only possible when incentives permit it. During the Cold War, this helped enable the liberal internationalist coalitions that defined much of U.S. strategy toward the Soviet Union. But with the incentives for bipartisanship removed – and when incentives steer parties toward emphasizing differences – then it’s harder to see how a new “Cold War consensus” could emerge. As researchers Robert Shapiro and Yaeli Bloch-Elkon wrote in 2008, “differences between Democrats and Republicans, and liberals and conservatives, have been as high as 70 percentage points. By comparison, partisan differences did not reach more than 20 points during the Korean War.” In fact, foreign policy could even act as a wedge issue deliberately intended to divide voters by appealing to core constituencies and peeling away swing voters.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

It’s not hard to see how this could apply to U.S. policy toward China (and already has). Indeed, the fissures are already there to be exploited. Senate Minority Leader Mitch McConnell has already warned Democrats against putting government programs under the umbrella of “China policy.” Lines of attack against Biden have been opened from the left, not only from overtly socialist outlets like Jacobin but also from more mainstream outlets like The Progressive and The Nation, as well as members of Congress. Differences can emerge among voters too – in the Pew Research poll mentioned above, Republicans support limiting China’s power and growth more than Democrats by an almost 2:1 margin. In fact, Republicans and Democrats are inversed in terms of whether they prefer the promotion of human rights or preventing China’s rise.

Obviously, it’s often healthy to avoid consensus. Rather than being an intrinsic good unto itself, the value of consensus is the political space it makes available for constructive decision making. One of the reasons the United States found itself engaged in Afghanistan and Iraq for so long was because critical perspectives were marginalized in deference to a consensus that was based on faulty grounds. Some of the pushback against deepening confrontation with China is well-intentioned and thoughtful, relating to concern over what it may mean for military spending relative to other priorities, concern that the threat is exaggerated, or that it may limit the possibilities for cooperation in areas of common concern such as climate change.

The first problem isn’t that there’s something wrong with new and different ideas, it’s the question of what happens when it’s time to arbitrate among those different perspectives in order to actually move policy. This is especially challenging in intraparty disputes when political allies want input over the policy process and effectively circumscribe the options available to Biden. For example, the Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership (formerly just the TPP) is a massive agreement that meaningfully contributes to economic growth in the Asia-Pacific and sets a high standard for economic rules and norms, which will go a long way toward determining the geopolitical shape of the Asia-Pacific, but U.S. participation is a nonstarter given ratification is almost completely nonviable politically. If the United States maintains a light economic foothold in East Asia because executive orders and enforcement are the only practical steps the Biden administration can take, it ultimately won’t advance U.S. goals of setting rules and connecting markets.

Then there’s the other, bigger, and distinctly modern American problem of what to do when critics are opening lines of attack just for the sake of it and using distinction to create difference. It’s one thing to be an arbitrator in a marketplace of ideas, but a much different thing to do that when the critics aren’t arguing in good faith but still command serious influence in the policy process. This is why McConnell’s line about keeping initiatives to respond to China focused and limited can have the practical effect of putting a ceiling on the nature of Biden’s response and can lead to the possibility that initiatives take a least-common-denominator approach that garners the broadest support – very frequently, military spending, even if a more multifaceted response is in order. There’s also the ominous situation of hawks getting more hawkish simply to differentiate themselves from Biden, bringing with it the risk of such figures boxing themselves in on the options available to them and increasing the rhetoric that causes violence against Asian-Americans.

The most enduring consensus will be the mostly broad agreement on the nature of the challenge posed by Xi Jinping’s leadership, which itself is not a bad thing to come to an agreement on. Agreeing on how exactly to respond to that challenge will be much more difficult. If responding to China depends on bipartisan consensus, discerning which actors in Washington are operating in good faith and which are playing the role of an insincere spoiler will almost be as important as any strategy document.