Flashpoints | Security | Southeast Asia

2 player android games separate phones: Why Vietnam Needs to Adopt a Biological Defense Strategy

slotxo09,หลังจากนั้นจะเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท จากจำนวน 5,669,646,689 บาท เป็น 12,492,179,374 บาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 6,822,532,685 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท เพื่อออกเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมจำนวนไม่เกิน 4,215,021,790 หุ้น ในอัตราส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคาเสนอขายหุ้นละ 0.25 บาทสำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่าสัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 11.6 ดอลลาร์ หรือ 1.03% ปิด (30 ก.ย.) ที่ 1,115.2 ดอลลาร์/ออนซ์,สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 5.5 เซนต์ ปิดที่ 14.518 ดอลลาร์/ออนซ์,สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 9 ดอลลาร์ ปิดที่ 909.1 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค.ดิ่งลง 6.75 ดอลลาร์ ปิดที่ 650.95 ดอลลาร์/ออนซ์ขณะที่ตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียวันนี้ต่างปรับตัวขึ้นกันถ้วนหน้าในทิศทางเดียวกับดาวโจนส์ฟิวเจอร์สที่ปรับตัวขึ้นแรงกว่า 100 จุด พร้อมแนะติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะออกมาดี,ส่วนระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปัจจุบันอยู่ที่ 2% หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 3.07 พันล้านบาท ซึ่งธนาคารจะพยายามรักษาระดับ NPL สิ้นปีนี้ไม่ให้เกิน 2% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังอาจมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก หลังจากภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่ค่อยดีนัก และสัญญาณหนี้ NPL ในกลุ่มลูกค้ารายย่อยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 40% ทำให้ธนาคารจะต้องมีการตั้งสำรองมากขึ้นทั้งในไตรมาส 3/58 และไตรมาส 4/58 ยังคงเน้นหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเป็นหลักหลัง ค่าเงินบาทยังอ่อนค่าและจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงเติบโตขึ้นได้ ทางฝ่ายยังคงเลือก AOT และ AAV เป็น Top picks ขณะที่หุ้นกลุ่มโรงแรมมอง ERW ยังคง Laggard หุ้นกลุ่มโรงแรมอย่าง MINT และ CENTEL ที่รีบาวด์กลับมาซื้อขายกันในระดับเดียวกับก่อนที่จะเกิดเหตุระเบิดราชประสงค์แล้วขณะที่ยังเชื่อว่าเอกชนยังสนใจเข้าร่วมประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับลดลง โดยเชื่อว่ามีเทคโนโลยีใหม่ที่จะเพิ่มศักยภาพการผลิตปิโตรเลียมได้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ห่วงคือการเสียโอกาสในการลงทุน เม็ดเงินลงทุน และการจ้างงาน ดังนั้นภาครัฐควรมีความชัดเจนเรื่องดังกล่าวโดยเร็วslotxo09,HFT ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 4.56-4.62 บาท แนวต้าน 4.76-4.80 // 4.90 บาท Consensus คาดกำไรสุทธิปี 58-60 ขยายตัวแข็งแกร่งที่อัตราเฉลี่ย 25% ต่อปี อย่างไรก็ดี บริษัทได้พัฒนาระบบการย้ายหลักประกันระหว่างบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์แบบเรียลไทม์เพียงแค่ส่งคำสั่งการย้ายหลักประกันที่ปลอดชำระ ไม่ว่าจะเป็นเงินสด (Cash Collateral Transfer) หรือหุ้น (Stock Collateral Transfer) วงเงินซื้อขายท่านจะได้รับการปรับในทันที โดยไม่ต้องรอการดำเนินการจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งนับว่าเป็นการยกระดับการให้บริการออนไลน์ไปอีกระดับผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่วานนี้ (29 ก.ย.) มีการซื้อขายกระดานรายใหญ่ (Big Lot) ของบริษัท พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือPCSGHจำนวน 10 รายการ ปริมาณ 690,000,000 หุ้น มูลค่า 4,347,000 ล้านบาท ในราคาเฉลี่ย 6.3 บาทต่อหุ้นซึ่งสูงกว่าราคาในกระดานนั้นแนวโน้มภาคบ่าย: เข้าใกล้แนวรับแรกที่เคยให้ไว้ทั้งนี้รายงาน World Economic Outlook ของ IMF ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ของ IMF มองว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้ มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงเกือบ 1% ต่อปีในช่วงปี 2558-2560 เมื่อเทียบกับระหว่างปี 2555-2557ทั้งนี้ 6 โครงการคุณภาพที่เข้าร่วมรายการได้แก่ วันนี้เป็นฤกษ์ดี แจสโมบายบรอดแบนด์ ได้เข้ายื่นเอกสารเป็นรายแรกซึ่งบริษัทได้เตรียมเอกสารทั้งหมด พร้อมหลักประกันการประมูลมูลค่า 796 ล้านบาท และค่าพิจารณาคำขอรับใบอนุญาตอีก 5 แสนบาท นายสมบัติ กล่าว ทั้งนี้ ภายหลังการขายหุ้นในครั้งนี้ บริษัทจะถือหุ้น TPCH คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50.61ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ TPCH จากเดิมถือหุ้นในสัดส่วน 51.23ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ TPCHทั้งนี้หากสังเกตความเคลื่อนไหวราคาหุ้น TIPCO เปรียบเทียบกับ TASCO พบว่าแม้ราคาหุ้น TIPCO ได้ปรับขึ้น 123% ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) แต่ก็ถือว่ายังช้ากว่า (lag time) กับ TASCO ที่จากต้นปีถึงปัจจุบันปรับขึ้นมาแล้ว 358% จึงอาจกล่าวได้ว่าราคาหุ้น TIPCO ในปัจจุบันยังไม่ได้สะท้อนผลดีจากการมีหุ้น TASCO ได้เต็มที่ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มขึ้นจากระดับ 2,063 ล้านบาทในปี 2556 มาอยู่ที่ 3,089 ล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2558 เนื่องจากบริษัททำการขยายกำลังการผลิตเครื่องดื่มและสร้างครัวกลางแห่งใหม่ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนเพิ่มขึ้นจาก 37.7% ในปี 2556 เป็น 45.3% ณ เดือนมิถุนายน 2558 ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะใช้ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนในช่วงปี 2559-2561 ประมาณ 3,500 ล้านบาทเพื่อใช้ขยายสาขาร้านอาหารและเพิ่มสายการผลิตเครื่องดื่ม CAF โดยอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนจะอยู่ในระดับไม่เกิน 50% และค่อย ๆ ลดลงในช่วง 3 ปีข้างหน้า。

PS ซื้อ ราคาหุ้นแกว่งตัวในแนวโน้มขาขึ้น เริ่มมีจังหวะฟื้นตัวจากฐานของกรอบ เส้นค่าเฉลี่ย 7-14-21 วันเรียงตัวตัดกันยืนยันแนวโน้มขึ้น มีแนวต้านแรกที่ 30 บาท และมีเป้าหมายระยะกลางตามกรอบที่บริเวณ 32.00 บาทคำแนะนำของ ASL ซื้อระยะสั้นแนวรับ 5.25 หรือซื้อเก็งกำไรเมื่อผ่านแนวต้าน 5.60 AQ ลุ้นปีนี้พลิกกำไรแม้ภาวะศก.ชะลอฉุดยอดขายต่ำกว่าเป้ามาที่ 2.2 พันลบ.SF ราคาปิด 5.50" ยังคงเน้นหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเป็นหลักหลัง ค่าเงินบาทยังอ่อนค่าและจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงเติบโตขึ้นได้ ทางฝ่ายยังคงเลือก AOT และ AAV เป็น Top picks ขณะที่หุ้นกลุ่มโรงแรมมอง ERW ยังคง Laggard หุ้นกลุ่มโรงแรมอย่าง MINT และ CENTEL ที่รีบาวด์กลับมาซื้อขายกันในระดับเดียวกับก่อนที่จะเกิดเหตุระเบิดราชประสงค์แล้ว"、 ซื้อ PS คาดได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ มากที่สุด: สศค.เตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เพื่อเสนอต่อที่ประชุม ครม.วันที่ 5 ต.ค.นี้ โดยจะเน้นไปที่การผ่อนปรนเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ และมาตรการด้านภาษีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าธรรมเนียมจดจำนอง และการโอน ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ตั้งแต่ปลายสัปดาห์นี้เป็นต้นไป โดยแนะนำ ซื้อ PS ด้วยเป้าหมายพื้นฐาน 43.0 บาท จาก 1) Rejection ที่สูง 18% ในปัจจุบัน ทำให้ PS ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการผ่อนปรนเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ 2) ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น ทำให้ PS มี Economies-of-scale ของโรงงาน Precast ทั้ง 2 แห่ง และการก่อสร้างแบบ Precast ทำให้ระยะเวลาการก่อสร้างลดลง 3) Presale 1H15 ทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่คาดการณ์กำไรปี 2015 ที่ 7.65 พันล้านบาท +15% y-y และเติบโตต่อ 13.4% ปี 2016 เป็น 8.68 พันล้านบาท 4) ราคาหุ้นซื้อต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PE ในอดีตที่ 8.4x และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.5-4.0% ในปี 2015-16ทั้งนี้รายงาน World Economic Outlook ของ IMF ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ของ IMF มองว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้ มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงเกือบ 1% ต่อปีในช่วงปี 2558-2560 เมื่อเทียบกับระหว่างปี 2555-2557 ซื้อ PS คาดได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ มากที่สุด: สศค.เตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เพื่อเสนอต่อที่ประชุม ครม.วันที่ 5 ต.ค.นี้ โดยจะเน้นไปที่การผ่อนปรนเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ และมาตรการด้านภาษีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าธรรมเนียมจดจำนอง และการโอน ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ตั้งแต่ปลายสัปดาห์นี้เป็นต้นไป โดยแนะนำ ซื้อ PS ด้วยเป้าหมายพื้นฐาน 43.0 บาท จาก 1) Rejection ที่สูง 18% ในปัจจุบัน ทำให้ PS ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการผ่อนปรนเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ 2) ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น ทำให้ PS มี Economies-of-scale ของโรงงาน Precast ทั้ง 2 แห่ง และการก่อสร้างแบบ Precast ทำให้ระยะเวลาการก่อสร้างลดลง 3) Presale 1H15 ทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่คาดการณ์กำไรปี 2015 ที่ 7.65 พันล้านบาท +15% y-y และเติบโตต่อ 13.4% ปี 2016 เป็น 8.68 พันล้านบาท 4) ราคาหุ้นซื้อต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PE ในอดีตที่ 8.4x และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.5-4.0% ในปี 2015-16,AOT ราคาผ่านเส้นกดขึ้นไปที่ 289 ก่อนแกว่งตัวออกข้างสร้างรูปสามเหลี่ยม ล่าสุดปิดเหนือเฉลี่ย 5 วัน และทดสอบขอบบน ด้าน Mod stoch พักลงโซนกลางก่อนวกตัวขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยตัวเอง มีสิทธิหนุนราคาทะลุออกจากกรอบ สร้างแรงแกว่งตัวเชิงบวกระยะสั้นกลยุทธ์ที่แนะนำ : ช่วงบ่าย: คาดทรงๆ ถึงรีบาวด์ได้ต่อ ตราบใดที่ยังไม่ต่ำกว่า 1340 จุด โดยภาคบ่ายลุ้นการทำ Window dressing ปิดงวด Q3/58 หากเกิดขึ้นจะหนุนการรีบาวด์ของ SET ได้ต่อ แนวต้านระยะสั้นช่วงนี้อยู่ที่ 1360-1365 จุด กลยุทธ์ การเก็งกำไรพอทำได้ ตาม SET ที่อยู่ในช่วงรีบาวด์ แต่ยังเหมาะกับผู้รับความเสี่ยงได้สูง ทั้งนี้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ TIPCO (รับ 15.10 ต้าน 16.80 Cut 14.50),ขณะที่ตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียวันนี้ต่างปรับตัวขึ้นกันถ้วนหน้าในทิศทางเดียวกับดาวโจนส์ฟิวเจอร์สที่ปรับตัวขึ้นแรงกว่า 100 จุด พร้อมแนะติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะออกมาดีCPF มูลค่าการซื้อขาย 1,875.26 ล้านบาท ปิดที่ 20.60 บาท ลดลง 0.90 บาทขณะที่บริษัทยังคงมั่นใจเป้าหมายรายได้ปีนี้เติบโตระดับ 10-15% จากปีก่อนที่มีรายได้ราว 1.6 หมื่นล้านบาท แม้ว่าประเทศไทยจะเผชิญปัญหาเชื้อไวรัสเมอร์ส และเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ แต่ปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น ปัจจุบันผู้ป่วยทั้งในประเทศและต่างประเทศยังเดินทางมารักษาที่ BH อย่างต่อเนื่อง สำหรับ 5 โรคหลักที่ผู้ป่วยจะเดินทางมารักษา คือ ระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจ ท่อเทียม มะเร็ง และศูนย์สูติ-นรีเวช (สุขภาพสตรี) ส่งผลให้บริษัทมั่นใจผลการดำเนินงานจะเป็นไตตามเป้าหมายที่วางไว้,ทั้งนี้การทำรายการดังกล่าวมีเงื่อนไขที่บริษัทต้องได้รับความยินยอมจากธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารซี ไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ตามเงื่อนไขในสัญญากู้ยืม บริษัทขอเรียนให้ทราบว่า ธนาคารฯ ได้ให้ความยินยอมให้บริษัทเข้าทำรายการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และระหว่างวันที่ 24 -25 ก.ย. 58 บริษัทได้ทำรายการจำหน่ายหุ้นสามัญ ของ WCIH โดยได้รับชำระเงินค่าหุ้น เป็นเงินจำนวน 495 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารและกรรมการของ WCIH แต่ประการใดทั้งนี้เราคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะดีขึ้นต่อเนื่อง YoY ตั้งแต่ปี 2016F เป็นต้นไป เนื่องจาก occupancy rate และค่าบริการที่คาดว่าจะสูงขึ้นหลังการขยายพื้นที่คลังสินค้า PAE ปรับแผนเพิ่มทุน ยกเลิกขาย PP หันมาจัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมAPCS Trading แนวรับ 7.45 แนวต้าน 7.90-8.00 ตัดขาดทุน 7.30เป้าหมาย : 4.8" ผู้ก่อการร้ายวางระเบิดต่อเนื่อง 17 จุดสำคัญในมณฑลก่วงซี", ผู้ก่อการร้ายวางระเบิดต่อเนื่อง 17 จุดสำคัญในมณฑลก่วงซีนางพเยาว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีการควบรวมบริษัทใหม่ได้ก่อนวันที่ 1 เม.ย.59 เงินกำไรสะสมของ BECL ที่มีจำนวน 7,700 ล้านบาทจะกลายเป็นฐานทุนให้บริษัทใหม่ และนำไปคำนวณในราคาบริษัทใหม่ รวมกับแนวโน้มการเติบโตของ BMCL ก็นำไปคำนวณราคาบริษัทใหม่ด้วย COM7 บวก 3.21% เล็งยอดขายมือถือโตจากเข้าสู่ยุค 4G พร้อมเปิดตัว iCare。

Despite its initial success, COVID-19 has revealed Vietnam’s lack of preparedness for biological threats.

Why Vietnam Needs to Adopt a Biological Defense Strategy
Credit: Depositphotos

Once regarded as a role model for its successful containment of COVID-19, Vietnam is now in the midst of its fourth wave, its worst since the beginning of the pandemic. Even worse, the stringent measures that previously helped Vietnam put the virus under control have been relatively ineffective, illustrated by the surge in infections since the end of April. This raises a great concern for Vietnam not only with regard to COVID-19 but also on its ability to counter biological threats writ large. With this in mind, Vietnam should establish a national strategy on biological defense in order to help it counter biological threats more effectively, given the current inadequacy of the country’s biological defense capabilities.

The Vietnamese government’s Decree 81/2019 on preventing the proliferation of weapons of mass destruction (WMDs) classifies biological threats among the four kinds of WMD threats: chemical, biological, radiological and nuclear (CBRN). In 2018, the European Union helped Vietnam to finalize its National Action Plan (NAP) on preventing CBRN threats. However, both the decree and the NAP are merely general, if not vague, guidelines for tackling CBRN threats without any in-depth plans on how to deal with specific kinds of threat. Moreover, despite having specialized agency for dealing with some kinds of CBRN threat, like the Chemical Team of the Vietnam People’s Army and Vietnam Agency for Radiation and Nuclear Safety, Vietnam does not yet have one responsible for countering biological threats.

At the very least, a national biodefense strategy would establish a clear vision on how to deal with biological threats – something that Vietnam has lacked thus far. In retrospect, Vietnam has responded to biological threats passively, only after the country has been hit. This was evident in its response to two major outbreaks: the SARS virus in 2003 and COVID-19 in 2020. In the latter case, although Vietnam tackled the crisis well and received international praise for its rigorous quarantine and lockdown measures, the country has been struggling to deal with the latest wave.

This illustrates that Vietnam is highly vulnerable to biological threats. In fact, Vietnam suffered biological attacks in the past, specifically during the Vietnam War. Yet the country’s lack of a biological defense strategy demonstrates its lack of vision on the issue. Those actions that Vietnam has taken so far against COVID-19 are basically tactical, raising a concern on whether it can handle the new wave well as it did previously, given the current surge in new cases and deaths. Only a strategy with a comprehensive vision will enable Vietnam to take pre-emptive measures against bio-threats more effectively.

In addition, having a national biodefense strategy would enhance Vietnam’s security apparatus as a whole. According to Alexander Vuving of the Daniel K. Inouye Asia-Pacific Center for Security Studies, biological threats are not listed among Vietnam’s main security priorities. Similarly, the latest 2019 National Defense White Paper has not stated how to deal with biological threats, illustrating Vietnam’s lack of preparedness on this front.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Moreover, the aforementioned Decree 81/2019 implies that Vietnam is approaching biological threats in the same way as other CBRN ones, which is strategically problematic. Biological weapons and threats operate and destroy the target in a relatively different way from chemical, radiological, and nuclear threats, as they are generally harder to detect and able to spread more quickly through a given environment, reasons why biological threats should be accorded special attention and treatment.

Some countries consider biological threats as a security priority, and have specialized mechanisms to tackle them. The United States, for instance, deems bio-security as a primary component of its national security, evidenced by its establishment of the Office of International Health and Biodefense, which is tasked with combating biothreats and outbreaks of infectious disease through diplomacy and its substantive National Biodefense Strategy. Adopting a similar biodefense strategy would help Vietnam enhance its security apparatus, making the nation more resilient to biological threats.

Another crucial component of a national biological defense strategy is a strong research & development (R&D) capacity and the budget necessary to establish this. Despite having witnessed growth in its R&D expenditure in the recent decade, Vietnam still lags behind other countries in the region, such as Thailand or Singapore, spending only around 0.5 percent of the GDP on this in 2017. Indeed, insufficient spending on R&D is one of the main reasons why Vietnam has been slow in developing its own COVID-19 vaccine. Up to now, Vietnam’s vaccination has mainly depended on external sources, and its own vaccine has yet to be distributed. Given its expectation of a homegrown vaccine, the country has struggled in diversifying the vaccine supply, falling behind its neighboring countries in getting citizens vaccinated. If Vietnam does not invest more in improving its R&D capacity, it could well be unable to deal with future threats similar to COVID-19, nor to develop the technological “weapons” necessary to counter them actively. A biological defense strategy entails a more solid R&D foundation.

Second, to have a feasible biological defense strategy, Vietnam must have a clear allocation of tasks for agencies at every levels and sectors, from provincial to central and private to public. To make a strategy work well, there must be a harmonious cooperation among the responsible agencies and units, which implies that they have to be well acknowledged of their tasks. Vietnam’s biosecurity is not just a threat for specific individuals or sectors; it is an existential threat for the whole country, which necessitates a close coordination of all units of government.

During previous waves of COVID-19, Vietnam did well in mobilizing resources from all levels to prevent the virus from spreading. In this recent wave, it did the same thing as previously, in both implementing the lockdown and quarantine methods, but failed to stem the spread of the virus. After the pandemic, Vietnam should apply the same pattern of cooperation to the creation of a strategy to deal with future biological threats.

Additionally, Vietnam must pursue international cooperation in the field of biodefense in order to enhance its resources in dealing with such issues. Due to its weak R&D capacity, Vietnam’s biological and healthcare technology is not as advanced as it should be. One of the best ways to make up this shortfall is by engaging in activities with other countries, especially ones with advanced technology and more experience in tackling biosecurity threats. As noted, almost every nation in the world faces biosecurity threats of one kind or another, so there needs to be joint effort for them to overcome. Thus, Vietnam has to facilitate activities, including but not limited to capacity-building, information and human exchange and technological transfers. If the country can coordinate well with its international partners, it will be better able to formulate a sound biosecurity strategy.

The outbreak of COVID-19 and its horrendous consequences could radically change countries’ perception of biological security, accelerating them to reform their biological defense systems. In the same vein, Vietnam should increase its biological defense capability, and one of the vital steps to do that is to have a coherent biological defense strategy that enables it to better meet the challenges of the future.