China, What's Next?

saking168 มือ ถือ: China’s Challenges: Environment

ข่าว วอลเลย์บอล หญิง ไทย,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC เปิดเทรดวันแรก ณ เวลา 10.05น. มาที่ 3.90 บาท เพิ่มขึ้น 1.02 บาท หรือ 35.42% สูงสุดที่ 4.08 บาท ต่ำสุดที่ 3.82 บาท จากราคาขาย IPO ที่ 2.88 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 789.50 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมบวก 0.20%หลังจากราคาพักตัวย้อนลงอีกครั้งในรอบที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีแรงซื้อจากแนวรับเส้นต้นทุนเฉลี่ยระดับต่างๆ ที่ช่วยพยุงราคา และหนุนให้มีจังหวะดีดขึ้นได้ดี ขณะที่รูปแบบกราฟราคาและการฟอร์มตัวของ Indicators ต่างๆ ก็ยังสนับสนุนในเชิงบวก ดังนั้นถ้าไม่ย้อนต่ำกว่าแนวรับข้างต้นอีก คาดว่ามีลุ้นดีดขึ้นหาแนวต้านให้ทำกำไรได้การคาดการณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรปรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนทรงตัวในเดือนพ.ย.ที่ระดับ 0.1% ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อดังกล่าวต่ำกว่าระดับ 0.2% ที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่เป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2% เล็กน้อยสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทฯเตรียมเปิดขายโครงการใหม่ บารานี การ์เด้นท์ มูลค่าโครงการ 770 ล้านบาท คาดจะเปิดพรีเซล ประมาณไตรมาส 1/59 และจะเริ่มโอนได้ในไตรมาส 2/59 ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างรอโอน ได้แก่ โครงการบารานีพาร์ค มูลค่า 900 ล้านบาท ขายไปแล้ว 20% คาดจะเริ่มโอนได้ในไตรมาส 2/59 ,โครงการเอสเพน คอนโด ลาซาล มูลค่า 780 ล้านบาท ขายไปแล้ว 47% คาดเริ่มโอนได้ในไตรมาส 3/60 ส่วนโครงการที่เปิดขายและโอนได้แล้ว คือ โครงการดิ อิสระ ลาดพร้าว มูลค่า 2,700 ล้านบาท ขายและโอนไปแล้ว 95% ,โครงการอิซซี่ คอนโด สุขสวัสดิ์ มูลค่า 1,900 ล้านบาท ขายไปแล้ว 73% โอนแล้ว 5% และโครงการวิลล่า บารานี มูลค่า 630 ล้านบาท ขายไปแล้ว 92% โอนแล้ว 89% คาดจะสามารถปิดโครงการได้ไม่เกินไตรมาส 1/59 เกาะติดหุ้นเด็ด เด็กแนว ราคาปิดประจำวันที่ 2 ธ.ค. 58SGP มีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 13.60 บาท (จุด Stop Loss อยู่ที่ 10.60 บาท) นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ประกาศให้สกุลเงินหยวนเข้าอยู่ในตะกร้าเงิน SDRs โดยจะมีผลตั้งแต่เดือน ต.ค.59 นั้นเป็นสิ่งที่ตลาดได้คาดการณ์มาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าปริมาณการใช้เงินหยวนในธุรกรรมทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเริ่มมีเพิ่มมากขึ้น และขนาดของเศรษฐกิจจีนในระบบเศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัดส่วนใหญ่ขึ้น ประกอบกับทางการจีนได้มีการเปิดเสรีให้เงินหยวนเคลื่อนไหวได้มากขึ้น จึงมองว่ายังไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินในทันทีทันใด โดยระหว่างนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการตลาดเงินโลกจะได้มีเวลาปรับตัวโดยปีนี้มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ร่วมนำเสนอข้อมูลถึง 120 บริษัท จากทุกกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมกันถึง 8.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 66% ของมูลค่ารวมของตลาดสำหรับการคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วนปี 59 ที่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในแนวตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งหากเป็นโครงข่ายทางหลวงจะมี 4 โครงการ คือ 1.ทางหลวงหมายเลข 12 แม่สอด-มุกดาหาร 2.ทางหลวงพิเศษ เชื่อมต่อซุปเปอร์คลัสเตอร์ ระหว่างท่าเรือทวาย-ท่าเรือแหลมฉบัง 3.ทางหลวงพิเศษ เชื่อมต่อซุปเปอร์คลัสเตอร์ ระหว่างท่าเรือทวาย-นครราชสีมา 4.ทางหลวงสายมุกดาหาร ตั้งแต่เริงนกทา-ท่าเรือแหลมฉบังนอกจากนี้ในปี 59 บริษัทยังเตรียมเปิดศูนย์การค้าใหม่อีก 2 แห่ง คือ เซ็นทรัล นครศรีธรรมราช และเซ็นทรัล นครราชสีมา ในขณะเดียวกันยังจะมีแผนรีโนเวทโครงการเดิมที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ 14,000-15,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายศูนย์การค้าใหม่ และรีโนเวทโครงการเดิม ทั้งนี้คาดการณ์จากกำไรสุทธิของ TACC ในปีนี้จะอยู่ที่ 78 ล้านบาท เติบโต 50% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 52 ล้านบาท พร้อมทั้งมองว่าอีก 3 ปีข้างหน้า กำไรสุทธิจะสามารถเติบโตต่อเนื่องปีละ 23.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนในตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ (Vending Machine) ภายในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น เฟส 1 จำนวน 1,500 เครื่อง ที่จะเป็นตัวผลักดันผลประกอบการให้เติบโตทั้งนี้ สหพันธ์พลาธิการและการจัดซื้อของจีน (CFLP) และสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนในเดือนพ.ย. ลดลงแตะ 49.6 จาก 49.8 ในเดือนต.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของจีนปรับตัวย่ำแย่ลงทั้งนี้ บริษัทมีแผนขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเป็นราว 1,600 สาขา จากสิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ 1,200 สาขา แบ่งเป็น สถานีบริการแบบ COCO จำนวน 1,500 สาขา และ DODO จำนวน 50 สาขา คาดใช้เงินลงทุน 2,000-3,000 ล้านบาท รวมถึงตั้งเป้าจำนวนสมาชิกบัตร Max Card อีก 1.8 ล้านบัตร จากสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 3.7 ล้านบัตรKBANK ปิดที่ 167.00 บาท ลดลง 2.00 บาทขณะที่หุ้นในกลุ่มสื่อสาร จากประเมินความเสี่ยงในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า พบว่ามีความเสี่ยงด้านต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จนกว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ในระยะ 3 ปีข้างหน้าจะสิ้นสุด โดยการแข่งขันประมูล 4G คลื่น 1,800 MHz มีต้นทุนของใบอนุญาตสูงถึง 40,000 ล้านบาท ขณะที่คลื่น 900 MHz จะมีต้นทุนความเสี่ยงอยู่ที่การติดตั้งอุปกรณ์ เนื่องจากคุณสมบัติของคลื่นความถี่มีความเหมาะสมในการให้บริการ 4G น้อยกว่า? TACC ลุ้นเปิดเหนือจอง ด้านผู้บริหาร-FA มั่นใจพื้นฐานแกร่ง! สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 48.50 ล้านบาท (SET+MAI)。

ทั้งนี้ CPN ในฐานะ ศูนย์รวมประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ของชาวไทยทั่วประเทศ จึงทุ่มงบกว่า 120 ล้านบาท จัดงาน THAILAND COUNTDOWN งาน Signature Event ครั้งใหญ่ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการจัดการเคาท์ดาวน์ระดับโลกของซีพีเอ็น และกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหันมาท่องเที่ยวในเมืองไทยและจับจ่ายใช้สอยที่ศูนย์การค้าของซีพีเอ็นโดยปัจจุบัน บริษัทมีที่ดินเปล่าอยู่ในมือกว่า 800 ไร่ในย่านปทุมธานีแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้มส่วนต่อขยาย ซึ่งบริษัทจะทยอยนำมาพัฒนาในช่วงนี้ เมื่อโครงการรถไฟฟ้าชัดเจนขึ้น มูลค่าที่ดินก็จะปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทได้เน้นทำการตลาดในย่านนี้ไว้แล้วทำให้มีส่วนแบ่งการตลาด(มาร์เก็ตแชร์)สูง โดยบ้านมีตั้งแต่ระดับราคา 2-20 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในปีหน้ายังไม่ได้ตั้งงบซื้อที่ดินเพิ่ม แต่ก็มองโซนนี้ยังเป็นไปได้เพียงแต่รอจังหวะที่ดี เนื่องจากยังมีแลนด์แบงก์อยู่ค่อนข้างมากปัจจัยที่จะมีผลต่อราคาน้ำมัน และต้องจับตาในวันนี้คือ การรายงานตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบของ EIA ในวันนี้ หากมีการปรับเพิ่มขึ้นจะเป็นตัวทำให้ราคาน้ำมันต้องลงอีกครั้ง (ตลาดคาดว่าจะปรับลดลง 8 แสนบาร์เรล) นอกจากนี้การประชุมกลุ่มโอเปกในวันที่ 4 ธ.ค.58 ก็เป็น event ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากโอเปกตัดสินใจคงกำลังการผลิตไว้ที่ระดับเดิม (ประมาณ 30 ล้านบาร์เรลต่อวันปัจจัยไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยถึงกรณีที่องค์กรบริหารการบินแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา(Federal Aviation Admintstration หรือ เอฟเอเอ FAA) ได้ประกาศลดระดับประเทศไทยจาก category 1 เป็น category 2 ว่า ไม่น่าจะเกิดผลกระทบมากนัก และเป็นผลทางด้านจิตวิทยาเป็นหลัก แต่สำหรับการประกาศผลตรวจสอบของ EASA (สนง.บริหารการบินแห่งชาติสหภาพยุโรป) ในวันที่ 10 ธ.ค.นี้จะมีความสำคัญมากกว่า ซึ่งทางบมจ.การบินไทย (THAI) ควรมีแผนสำรองไว้รับมือกับกรณีดังกล่าว, ข่าวรัฐฯยึดคืน PPA กด IFEC ร่วงหลุดแนวรับ เทคนิคซื้อสะสม อัพไซด์พุ่ง 77% ,สำหรับสาเหตุที่ต้องของบกลาง เนื่องจากเงินทดรองราชการของกระทรวงการคลังที่มีสำหรับการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรนั้น ไม่ครอบคลุมในส่วนของภัยพิบัติดังกล่าว เนื่องจากเกินระยะเวลา มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าให้ขยายระยะเวลาของระเบียบกระทรวงการคลังให้ครอบคลุมภัยที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ไม่ได้เพราะไม่ตรงเจตนารมย์ของระเบียบกระทรวงการคลังที่จะเอาไว้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าจึงจำเป็นต้องของบกลางในครั้งนี้ ครม.อนุมัติงบกลางตามที่กระทรวงเกษตรเสนอทั้งนี้จากกรณีดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการบินไทยในการทำการบินไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการบินไทยได้ยกเลิกเส้นทางบินไปยังเมืองลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25ต.ค. 58 ทั้งนี้ ผู้โดยสารของการบินไทยที่ประสงค์จะเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถเดินทางโดยผ่านสายการบินพันธมิตร (Codeshare/Interline Partners) ได้ตามปกติ, นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ประกาศให้สกุลเงินหยวนเข้าอยู่ในตะกร้าเงิน SDRs โดยจะมีผลตั้งแต่เดือน ต.ค.59 นั้นเป็นสิ่งที่ตลาดได้คาดการณ์มาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าปริมาณการใช้เงินหยวนในธุรกรรมทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเริ่มมีเพิ่มมากขึ้น และขนาดของเศรษฐกิจจีนในระบบเศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัดส่วนใหญ่ขึ้น ประกอบกับทางการจีนได้มีการเปิดเสรีให้เงินหยวนเคลื่อนไหวได้มากขึ้น จึงมองว่ายังไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินในทันทีทันใด โดยระหว่างนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการตลาดเงินโลกจะได้มีเวลาปรับตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับแหล่งเงินลงทุนใน 20 โครงการนี้ มีสัดส่วนมาจากเงินงประมาณ 4.68% แผนบริหารหนี้สาธารณะ 70.46% ลงทุนร่วมภาคเอกชน(PPP) 20.98% เงินรายได้ 3.09% และเงินจากกองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง 0.79%ดัชนี ISM ภาคการผลิตของสหรัฐปรับลงต่ำกว่าระดับปกติที่ 50 ส่งผลให้วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับขึ้นได้แรงจากการเก็งกำไรว่าเฟดอาจจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีก อย่างไรก็ดีหากประเมินความน่าจะเป็นจากราคา Fed Fund Futures ยังพบว่าโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ที่ราว 72% นอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจก่อนหน้ายังคงสนับสนุนภาพการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ทำให้มองว่ายังมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ,ขณะที่ ล่าสุดราคาหุ้นบริษัท ชัยวัฒนา แทนเนอรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือCWTปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 2.66 บาท บวก 0.02 บาท หรือ 0.76% สูงสุด 2.66 บาท ต่ำสุด 2.54 บาท มูลค่าการซื้อขาย 4.20 ล้านบาทสำหรับกำไรสุทธิปี 59 คาดว่าจะดีกว่าปีนี้ ตามการเติบโตของรายได้ที่ตั้งเป้าหมายไว้ราว 14-15% เนื่องจากจะรับรู้รายได้เต็มปีของศูนย์การค้าที่เปิดในปีนี้ 4 แห่ง คือ เซ็นทรัลพลาซ่า เวสต์เกต, เซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต, เซ็นทรัลพลาซ่า ระยอง และเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ รวมถึงโครงการรีโนเวทอีก 2 แห่ง คือ เซ็นทรัลบางนา และเซ็นทรัลปิ่นเกล้านอกจากนั้น นายวิเวก กล่าวต่อว่า บริษัทฯได้เตรียมงบลงทุนไว้ 350 ล้านบาท เพื่อใช้ในการก่อสร้างคลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้าในประเทศพม่า โดยจะใช้ระยะเวลาประมาน 2 ปี โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมใช้งานได้ในเดือน ธ.ค.60 เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของตลาดในประเทศพม่าขณะที่การปรับราคาขายบ้านดู sentiment ตลาดเป็นหลักเพราะราคาที่ดินปรับขึ้นทุกปี เราก็จะปรับตามการแข่งขัน ซึ่งคาดว่าตลาดจะปรับขึ้นราว 5% อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันจึงยังไม่กดดันมากด้าน น.ส.อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ สาขาประเทศไทย ธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินซ์ เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างประเทศยังมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐานของไทย และศักยภาพของประเทศไทยในระยะยาว จึงมองว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่น่าลงทุน แม้จะมีผลกระทบระยะยาวจากความผันผวนทางเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลมีการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ รวมทั้งการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเชื่อมั่นว่าการลงทุนจะเข้ามายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่องทั้งการลงทุนทางตรง และการลงทุนของกองทุนต่างๆ TKN มั่นใจเทรดพรุ่งนี้ตอบรับดี! หลังงวด 9 เดือนกำไรพุ่ง 128%IMPACT(+) ADVANC AOT SCB TOP KTB INTUCH BBL IEC TRUE LH PS TMB BIGC IRPC TPIPL BJC MBKสำหรับในปีหน้าบริษัทฯตั้งงบลงทุนราว 200 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนก่อสร้างอาคารสำนักงานให้เช่า เฟส 2 ย่านบางนา เพื่อให้มีรายได้คงที่เข้ามา นอกเหนือจากการรับงานก่อสร้างในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ของ IMF ระบุว่าหยวนเข้าเกณฑ์ทุกประการในการเป็นสกุลเงินใน SDR ขณะที่ที่ผ่านมา สมาชิก IMF จำนวนมากสนับสนุนการเพิ่มสกุลเงินหยวนไว้ในตะกร้า SDR อย่างชัดเจน โดยนายแจ็ค ลูว์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สนับสนุนให้เพิ่มหยวนเข้าในตระกร้า SDR หากเงินหยวนมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ของ IMF ด้านอังกฤษก็สนับสนุนประเด็นดังกล่าวเช่นกัน ขณะที่นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการ IMF ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเห็นด้วยในเรื่องเดียวกันนี้เมื่อวันที่ 13 พ.ย. และยังได้ออกมาย้ำถึงการสนับสนุนดังกล่าวนอกรอบของการประชุมสุดยอด G20 ที่ตุรกีในอีก 4 วันถัดมาด้วยเช่นกันMCS Trading buy ปิด: 11.3 แนวรับ: 11.2-10.9 แนวต้าน: 11.8-12.1。

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

China’s Challenges: Environment
Credit: Leo Fung

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

Their ability to do so will depend on what they are driving—which remains open to question. For all the talk of the ‘Chinese model,’ nobody can seem to agree whether it’s a juggernaut or a jalopy.

From a purely economic perspective, it looks very much like a juggernaut. Having overtaken Japan and still motoring along at double-digit pace with a fifth of the world’s population on board, the speed and size of China’s GDP is awe-inspiring. But from an environmental viewpoint, it more closely resembles a jalopy—belching fumes, wasting fuel and constantly in need of a radiator refill.

Over the past five years, China has become the world’s biggest energy consumer and greenhouse gas emitter. Its longstanding problem of water scarcity in the north has been compounded by pollution, overuse and drought, to leave an accumulated deficit of more than 200 billion cubic meters.

These problems show no signs of abating without an overhaul. On the latest trends of population growth, rising affluence and energy use, the emissions of the average person in China will surpass those of Europeans within five years and Americans within 10. Demands for water, energy, food and almost every other resource will also intensify, despite warnings that they are already beyond sustainable levels.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Until now, Beijing has managed to avert a crisis with a series of supply-side solutions to provide more water and fuel, while tinkering with the engine mid-drive.

It has embarked on the world’s biggest hydro-engineering project—the South-North Water Diversion Project—to channel rivers to the dry north. It has intensified diplomatic and trade efforts to secure coal, oil, timber and other resources in Australia, Africa and South America—adding to the competitive pressures with the United States. And it has boosted the efficiency of its industrial sector by investing heavily in new power plants and renewable energy.

The upgrade to a sleeker, low-carbon economy is an expensive and difficult task that is a long way from completion, but China appears ready to pay. Last year, it invested $34 billion in ‘clean technologies’ compared to the United States’ $18 billion, according to the World Resources Institute. The two biggest alternative energies—hydro and nuclear—will see a rapid expansion over the next decade, though they too have an environmental cost. Wind energy generating capacity is growing fast (China became number one in this field too last year), but more than a third isn’t yet connected to the grid. Development of solar power, eco-cities and electric vehicles has even further to go, but the government has committed considerable funds to realise these goals.

It has been far less willing to implement demand-side constraints, which is understandable given the relatively low living standards in China compared with developed nations and the fear of social instability if growth slows. Where it has been forced to impose limits—on pollution control—results have been mixed due to corruption, poor governance and the often conflicting goal of economic expansion. Given this background, the Politburo has preferred to set ‘intensity’ targets—for example on energy and carbon emissions—that are pegged to GDP.

But there are signs that this may be changing as the environmental road grows more bumpy, crowded and dry.? Beijing recently imposed its first restrictions on car ownership, cutting new registrations by more than two-thirds to alleviate traffic and pollution problems. Last month, state planners said China would impose a cap on annual water consumption of 670 billion cubic metres, as well as doubling spending on conservation and efficiency measures over the next 10 years.

In the next five-year economic plan—due to be unveiled in March—the government will also introduce pollution reduction targets for nitrogen oxide and ammonia in addition to the existing goals for sulphur dioxide and chemical oxygen demand. Along with a proposed environmental tax, this is likely to add to the costs of industry, but it should mean that China’s notorious smogs finally start to dissipate.

To the frustration of many trade partners—particularly Japan and the United States—the government is also limiting exports of rare earths used in high-tech manufacturing. This is partly justified on environmental grounds—the mining is dirty and China no longer wants to be a supplier of primary resources—but largely because it wants to move up the value chain by keeping those metals for production of home-made technology.

A still cleaner shift of direction, however, would entail an overall target to limit energy use—and by association set a peak for carbon emissions. This radical step is still being debated by five-year planners, who are trying to reduce China’s dependency on coal, which is the main source of greenhouse gas and acid rain, as well as being a blight on agricultural land and river systems. For all its investment in clean technologies, China remains addicted to this dirtiest of fossil fuels, which still supplies 77 percent of the nation’s energy.

Limiting the use of this primary fuel is essential for China and the world. Without this change, there can be no transition from carbon-burning jalopy to high-tech juggernaut and the drivers of the economy will find it harder to maintain control.

Easing off the accelerator now will be far easier than slamming the brakes later on.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Jonathan Watts is the Guardian’s Asia environment correspondent and author of ‘When a Billion Chinese Jump: How China Will Save the World – or Destroy It.’