China, What's Next?

best online casino sign up bonus: China’s Challenges: Environment

ใบ ตรวจ ผล รางวัล สลากกินแบ่ง รัฐบาล,แนวต้าน : 2.46 และ 2.50 แนวรับ : 2.36 และ 2.30ประกอบกับค่าเงินยูโรที่มีทิศทางอ่อนค่า จะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนด้านผลประกอบการโดยเฉพาะบริษัทผู้ทำธุรกิจด้านส่งออก อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่อาจส่งผลต่อการส่งออกเนื่องจากปัจจุปันยุโรปมีสัดส่วนธุรกิจกับจีนค่อนข้างมาก รวมถึงต้องติดตามตัวเลขผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนของยุโรปในไตรมาส 3 ที่จะออกมาเพิ่มเติมด้วยสั้นๆ Positive อย่างมาก1)นักลงทุนที่มี BMCL แนะนำ ขาย BMCL และ ซื้อ BECL เข้ามาแทนในกรณีที่ราคา BECL ยังต่ำกว่า ราคา BMCL x 20.6,ทั้งนี้หลังจากการเพิ่มทุนแล้วเสร็จจะทำให้กลุ่มภัคอธิคม เข้ามาถือหุ้นในบริษัท 7.55% ขณะที่นายปรเมษฐ์ รังรองธานินทร์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจะมีสัดส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือ 67.98% จากเดิมที่ 73.53%ขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังปรับเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทเป็น Negative หรือ ลบ จาก Stable หรือ คงที่ ด้วย โดยแนวโน้มที่ปรับใหม่สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าคาดการณ์และอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนที่อ่อนแอลง ผลการดำเนินงานของบริษัทต่ำกว่าเป้าหมายเนื่องจากยอดขายที่ช้ามากของโครงการบ้านจัดสรรที่เปิดใหม่และการยกเลิกโครงการคอนโดมิเนียม 2 แห่ง ทั้งนี้ เงินลงทุนจำนวนมากในโครงการ Noble Ploenchit และโครงการคอนโดมิเนียมอื่น ๆ ที่อยู่ในระหว่างก่อสร้างยังทำให้สถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ด้วยเงินเยนที่อ่อนค่าลงได้ช่วยหนุนบรรยากาศของตลาด หลังนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ โดยระบุว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 ธ.ค. แม้ย้ำว่าขณะนี้เฟดยังไม่ได้มีการตัดสินใจแต่อย่างใด,stumpy mcdoodles slot、red dead redemption 2 steam、 MINT (BUY:[email protected]): ช่วง 3Q58 คาดกำไรปกติโต 12%YoY จากรายได้ธุรกิจโรงแรมและอาหารในไทยที่ยังโตเด่น ส่วนช่วง 4Q58 ยังสดใสจากเข้าสู่ High Season โดยทั้งปี 58 คาดกำไรปกติโต 8%YoY และโตต่อ 10%YoY ในปี 59 ทั้งนี้จากผลกำไรที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะยาว และราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside 23% จึงคงแนะนำ ซื้อ ,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีค่าระวางเรือ (BDI) ปิดวันทำการล่าสุด (6 พ.ย.) ที่ 631.00 จุด ลดลง 9.00 จุด หรือ 1.41%นายกมล ตั้งจิตเจริญชัย รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า มีเอกชน 4 รายเข้ายื่นซองประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ราคากลาง 2.36 หมื่นล้านบาท ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC และ กิจการร่วม ซีเคซีเอช (บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ร่วมกับบริษัท ช.ทวีก่อสร้าง จำกัด) หลังจากนี้ รฟท.จะตรวจคุณสมบัติที่จะใช้ระยะเวลาประมาณ 30 วัน และคาดว่าจะเปิดเสนอราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction)ภายในเดือน ธ.ค.นี้ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติเพิ่มทุนจำนวน 6,822 ล้านหุ้น ด้วยการให้สิทธิกับผู้ถือหุ้นเดิมสามารถจองหุ้นเพิ่มทุนในอัตราส่วนที่กำหนดไว้ 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ได้ในราคา 0.25 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (BV) รวมถึงผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ (EMC-W5) ตามสัดส่วนการถือหุ้นโดยไม่คิดมูลค่า ในอัตราส่วน 2 หุ้นสามัญใหม่ที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ EMC-W5 ในราคาใช้สิทธิเท่ากับ 0.25 บาทต่อหุ้น โดยผู้ถือหุ้นได้อนุมัติเพิ่มทุนดังกล่าวด้วยมติเห็นด้วย 2,288,479,849 เสียง คิดเป็น 96.59% จากจำนวนเสียงของผู้ถือหุ้นที่ร่วมประชุมทั้งหมด 2,369,338,362 เสียงประกอบกับค่าเงินยูโรที่มีทิศทางอ่อนค่า จะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนด้านผลประกอบการโดยเฉพาะบริษัทผู้ทำธุรกิจด้านส่งออก อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่อาจส่งผลต่อการส่งออกเนื่องจากปัจจุปันยุโรปมีสัดส่วนธุรกิจกับจีนค่อนข้างมาก รวมถึงต้องติดตามตัวเลขผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนของยุโรปในไตรมาส 3 ที่จะออกมาเพิ่มเติมด้วย นักเศรษฐศาสตร์คาดปีหน้า GDP โต 3.2% ส่งออกฟื้น。 มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด (Total Market Turnover) 44,040.73 ล้านบาทนอกจากนี้ สัญญาทองคำยังได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ โดยการแข็งค่าของดอลลาร์จะส่งผลให้สัญญาทองคำซึ่งซื้อขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์นั้น มีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจ、 กรุงเทพโพลล์ เผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์เรื่อง คาดการณ์เศรษฐกิจปี 59 โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 59 จะดีกว่าปี 58 และคาดว่าเศรษฐกิจจะสามารถขยายตัวได้ 3.2% FORTH (BUY:[email protected]) : ช่วง 3Q58 คาดกำไรโต 12.5%YoY จากเร่งขยายตู้บุญเติมยึดจองพื้นที่และเพิ่มมูลค่าในตัวตู้บุญเติม ส่วนปี 58 คาดโต 35.1%YoY และมีแนวโน้มโตในช่วง 2 ปีข้างหน้า (ปี 59-60) ปีละ 13.8% + มี Upside Risk จากลุยตลาดตู้บุญเติมที่ฟิลิปปินส์ และยังมี Upside 15.8% พร้อมคาดให้ Div.Yield ปีละ 3.9% จึงแนะนำ ซื้ออนึ่ง เพื่อเตรียมการเกี่ยวกับการจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท รวมถึงการดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเพื่อให้สามารถดำเนินการต่างๆเกี่ยวกับการนำหลักทรัพย์ของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งสองบริษัทจะขอหยุดพักการซื้อขายหุ้นของ BECL และ BMCL เป็นเวลา 8 วันทำการตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค.-30 ธ.ค.58APCO/1.81。

ขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกขาดสุทธิ 112.04 ล้านบาท หรือ 0.039 บาทต่อหุ้น เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 582.95 ล้านบาท หรือ 0.202 บาทต่อหุ้นBECL = BMCL x 20.6,โดยงานวางระบบภายในสถานีรถไฟฟ้านั้น เป็นการรับงานก่อสร้างจากผู้รับเหมาที่ได้รับงานจากภาครัฐแล้ว โดยมีความคืบหน้าในการเซ็นสัญญารับงานไปแล้วมากกว่า 90% คาดว่าจะสามารถเซ็นสัญญารับงานได้ภายในไตรมาสสุดท้ายนี้ ขณะเดียวกันยังมีแผนจะพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมทั้งโลว์ไรซ์ และไฮไรซ์ตามแนวรถไฟฟ้าอีกอย่างน้อย 1 โครงการโดยคาดว่าจะสามารถเปิดตัวโครงการได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า、reactoonz slot、สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจของยุโรป ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ จะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจยุโรป นอกจากนี้ ล่าสุดธนาคารกลางยุโรปได้ออกมาแถลงถึงการเตรียมพิจารณาปรับเพิ่มเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการออกไป ทำให้นักลงทุนต่างคาดหวังต่อการออกมาตรการเพิ่มเติมดังกล่าว และช่วยหนุนสภาพคล่องรวมถึงบรรยากาศการลงทุนให้ดีขึ้น、Pair Trade ระหว่าง BMCL และ BECL BECL ดูถูกกว่าในเชิงเปรียบเทียบ: การควบรวมกิจการระหว่าง BMCL และ BECL ที่ใกล้เข้ามาแล้ว โดยจะจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นทั้ง 2 บริษัทในวันที่ 28 ธ.ค. นี้ ทำให้ BECL และ BMCL จะซื้อขายเข้าใกล้ Parity ที่นำไปแปลงเป็นหุ้นใหม่มากขึ้น หรือหมายความว่าราคาหุ้น,แนวต้าน : 1425 และ 1430 แนวรับ : 1420 และ 1415นักวิเคราะห์มองว่าตลาดแรงงานยังคงเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และบ่งชี้ถึงโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากมีข้อมูลจ้างงานล่าสุดที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เฟดหลายราย ซึ่งรวมถึงนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นเมื่อเร็วๆนี้ในเรื่องนโยบายการเงิน ซึ่งก็ได้ช่วยหนุนกระแสคาดการณ์ของตลาดเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ โดยระบุว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 ธ.ค. แต่ก็ย้ำว่า ขณะนี้เฟดยังไม่ได้มีการตัดสินใจแต่อย่างใด SET พรุ่งนี้ผันผวนต่อ ไม่หลุด 1,410 ได้ลุ้นรีบาวด์สัญญาทองเผชิญปัจจัยลบจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบสกุลเงินหลักอื่นๆ หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 271,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2557 ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 5.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปีครึ่ง หรือนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2551 จาก 5.1% ในเดือนก.ย. ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 183,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. และอัตราการว่างงานจะอยู่ที่ระดับ 5.0%ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 31-35 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อนส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 30 บาทแนวต้าน : 7.70 และ 7.80 แนวรับ : 7.50 และ 7.40หุ้นควอลคอมม์ ดิ่งลง 15% หลังจากบริษัทเปิดเผยยอดขายและกำไรที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของตลาด ขณะที่หุ้นราล์ฟ ลอเรน พุ่งขึ้น 16% ขานรับผลประเกอบการที่ดีเกินคาดของบริษัท} หุ้นกลุ่มพลังงานอ่อนแรงลง โดยหุ้นเชฟรอน คอร์ป และหุ้นเอ็กซอน โมบิล ต่างก็ร่วงลงกว่า 1.3% ส่วนหุ้นทรานส์โอเชียน ร่วงลง 8.2% หลังจากบริษัทวางแผนปรับลดต้นทุนในปีหน้าลงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ราคาน้ำมันได้รับแรงกดดัน เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบสกุลเงินหลักอื่นๆ หลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐออกมาดีกว่าที่คาด กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 271,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2557 ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 5.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปีครึ่ง หรือนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2551 จาก 5.1% ในเดือนก.ย. ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 183,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. และอัตราการว่างงานจะอยู่ที่ระดับ 5.0% ค่าระวางเรือปรับลงต่อเนื่อง ปิดวานนี้ร่วง 2.59% THAI ยังงดบินไปบาหลีหลังสนามบินเดนปาซาร์ปิดจากภูเขาไฟปะทุ ทั้งนี้ อัตราค่าบริการใหม่ของ THAI Sky Connect เริ่มต้นแพ็คเกจราคาใหม่ที่พิเศษสุด ดังนี้ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดปรับตัวลดลงในช่วงเช้า โดยดัชนีฮั่งเส็งลดลง 189.84 จุด หรือ 0.82% ปิดภาคเช้าที่ 22,861.20 จุด เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนต.ค.ในช่วงค่ำวันนี้ตามเวลาไทย เพื่อจับสัญญาณแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)CHG Trading แนวรับ 2.32 แนวต้าน 2.50 ตัดขาดทุน 2.24。

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

China’s Challenges: Environment
Credit: Leo Fung

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

Their ability to do so will depend on what they are driving—which remains open to question. For all the talk of the ‘Chinese model,’ nobody can seem to agree whether it’s a juggernaut or a jalopy.

From a purely economic perspective, it looks very much like a juggernaut. Having overtaken Japan and still motoring along at double-digit pace with a fifth of the world’s population on board, the speed and size of China’s GDP is awe-inspiring. But from an environmental viewpoint, it more closely resembles a jalopy—belching fumes, wasting fuel and constantly in need of a radiator refill.

Over the past five years, China has become the world’s biggest energy consumer and greenhouse gas emitter. Its longstanding problem of water scarcity in the north has been compounded by pollution, overuse and drought, to leave an accumulated deficit of more than 200 billion cubic meters.

These problems show no signs of abating without an overhaul. On the latest trends of population growth, rising affluence and energy use, the emissions of the average person in China will surpass those of Europeans within five years and Americans within 10. Demands for water, energy, food and almost every other resource will also intensify, despite warnings that they are already beyond sustainable levels.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Until now, Beijing has managed to avert a crisis with a series of supply-side solutions to provide more water and fuel, while tinkering with the engine mid-drive.

It has embarked on the world’s biggest hydro-engineering project—the South-North Water Diversion Project—to channel rivers to the dry north. It has intensified diplomatic and trade efforts to secure coal, oil, timber and other resources in Australia, Africa and South America—adding to the competitive pressures with the United States. And it has boosted the efficiency of its industrial sector by investing heavily in new power plants and renewable energy.

The upgrade to a sleeker, low-carbon economy is an expensive and difficult task that is a long way from completion, but China appears ready to pay. Last year, it invested $34 billion in ‘clean technologies’ compared to the United States’ $18 billion, according to the World Resources Institute. The two biggest alternative energies—hydro and nuclear—will see a rapid expansion over the next decade, though they too have an environmental cost. Wind energy generating capacity is growing fast (China became number one in this field too last year), but more than a third isn’t yet connected to the grid. Development of solar power, eco-cities and electric vehicles has even further to go, but the government has committed considerable funds to realise these goals.

It has been far less willing to implement demand-side constraints, which is understandable given the relatively low living standards in China compared with developed nations and the fear of social instability if growth slows. Where it has been forced to impose limits—on pollution control—results have been mixed due to corruption, poor governance and the often conflicting goal of economic expansion. Given this background, the Politburo has preferred to set ‘intensity’ targets—for example on energy and carbon emissions—that are pegged to GDP.

But there are signs that this may be changing as the environmental road grows more bumpy, crowded and dry.? Beijing recently imposed its first restrictions on car ownership, cutting new registrations by more than two-thirds to alleviate traffic and pollution problems. Last month, state planners said China would impose a cap on annual water consumption of 670 billion cubic metres, as well as doubling spending on conservation and efficiency measures over the next 10 years.

In the next five-year economic plan—due to be unveiled in March—the government will also introduce pollution reduction targets for nitrogen oxide and ammonia in addition to the existing goals for sulphur dioxide and chemical oxygen demand. Along with a proposed environmental tax, this is likely to add to the costs of industry, but it should mean that China’s notorious smogs finally start to dissipate.

To the frustration of many trade partners—particularly Japan and the United States—the government is also limiting exports of rare earths used in high-tech manufacturing. This is partly justified on environmental grounds—the mining is dirty and China no longer wants to be a supplier of primary resources—but largely because it wants to move up the value chain by keeping those metals for production of home-made technology.

A still cleaner shift of direction, however, would entail an overall target to limit energy use—and by association set a peak for carbon emissions. This radical step is still being debated by five-year planners, who are trying to reduce China’s dependency on coal, which is the main source of greenhouse gas and acid rain, as well as being a blight on agricultural land and river systems. For all its investment in clean technologies, China remains addicted to this dirtiest of fossil fuels, which still supplies 77 percent of the nation’s energy.

Limiting the use of this primary fuel is essential for China and the world. Without this change, there can be no transition from carbon-burning jalopy to high-tech juggernaut and the drivers of the economy will find it harder to maintain control.

Easing off the accelerator now will be far easier than slamming the brakes later on.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Jonathan Watts is the Guardian’s Asia environment correspondent and author of ‘When a Billion Chinese Jump: How China Will Save the World – or Destroy It.’