The Debate

jokergamingfreecredit: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

euro truck simulator 1 gameplay,อย่างไรก็ตาม แนะนำ ซื้อ โดย Fair value ปี 2558 เท่ากับ 51.50 บาท อิง PBV 1.46 เท่า ตามวิธี GGM ภายใต้คาดการณ์ ROE ระยะยาวที่ 18.6% โดยยังคาด Div yields ที่สูงเฉลี่ยกว่า 5-6% p.a. (จ่ายปีละครั้ง) SET สัปดาห์หน้าทรงตัว จับตาปัจจัยตปท. หุ้นพลังงานอัพไซด์จำกัด , Most Positive Impact: PTT (+5.17 จุด)/ PTTEP (+3.38 จุด)/ PTTGC (+0.96 จุด)Energy: ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 21000 เป็นจังหวะขายทำกำไร และมีแนวรับที่ 20500 ขายทำกำไรระยะสั้น PTT PTTEP TOP PTTGC สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า มีความเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G-20 จะหาทางสนับสนุนการระดมทุนเพื่อรองรับความต้องการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมหาศาลในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงในเอเชียทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วโอเปกได้ปฏิเสธที่จะปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมัน ขณะที่ราคาน้ำมันร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี และคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2558ทั้งนี้ ในรายงานประจำเดือน โอเปกคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันจากสหรัฐจะเพิ่มขึ้นราว 13.65 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงไตรมาสที่ 2 และจะลดลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โอเปกระบุว่า ภาวะราคาน้ำมันทรุดตัวกำลังส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตน้ำมันจากสหรัฐ โดยแท่นขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐได้ลดลงราว 238 แท่นในช่วง 4 สัปดาห์ในเดือนมี.ค. สู่ระดับ 1,110 แท่น ,XD : 30 เม.ย.15 @ 0.025แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (17 เม.ย.) ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะมีแรงขายทำกำไรออกมา หลังดัชนีได้ปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรง โดยปัจจัยราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นได้รับรู้ข่าวไปหมดแล้ววันนี้ ทำให้ยังไม่มีปัจจัยหนุนที่โดดเด่นอื่นๆในวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯในช่วงต่อไปคาดว่าจะชะลอตัว โดยยังไม่เห็น Upside มากนัก สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,536.90 ล้านบาท (SET+MAI)แค่นั้นยังไม่พอจับตาการได้พันธมิตรต่างๆ ในการร่วมกระจายผลิตภัณฑ์ ไปประเทศนอก เนื่องจากสินค้าได้รับความนิยมสูงในกลุ่มประเทศ CLMV และโดดเด่นใน AEC อย่างมาก ถือว่าเข้าสู่ระยะโด่งดังแล้ว หวังว่าจะมีกองทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนด้วยนะ กราฟดีขึ้นเรื่อยๆ กำลังฟอร์มตัวเพื่อสร้าง new high อย่างไม่ต้องสงสัย แนะนำซื้อสะสมแนวต้าน 3.50 บาทหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ร่วงลงหนักสุด หลังจากราคาน้ำมันดิบชะลอความร้อนแรงเมื่อวันศุกร์ โดยหุ้นเจแปน ดริลลิง ร่วงลง 1.7% ส่วนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มโบรกเกอร์ ปรับตัวลงเช่นกันความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้มีขึ้น หลังจากเมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา กรีซได้ผ่อนชำระหนี้เงินกู้มูลค่า 458 ล้านยูโร (ประมาณ 492 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้กับ IMF ซึ่งเป็นความพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงเพื่อขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากนานาชาติในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าPTTGC มูลค่าการซื้อขาย 1,568.07 ล้านบาท ปิดที่ 62.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท,SET Index: แนวโน้มขึ้นทดสอบ 1590-1600 สัปดาห์หน้าคาดจะเริ่มเห็นเก็งกำไรผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น โดยคาดว่ากลุ่ม ENERG,HELTH,TOURISM จะเป็นกลุ่มที่มีผลประกอบการ Q1/58 น่าประทับใจ สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่วันนี้ SCC-F มูลค่าสูงสุด 228.72 ลบ.。

หุ้นดิอาจิโอ ร่วงลง 3.6% หลังจากบริษัทเปิดเผยยอดขายที่ซบเซาทั้งในทวีปยุโรป เอเชีย และละตินอเมริกา ขณะที่หุ้นยูนิลีเวอร์พุ่งขึ้น 2.6% หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาด ส่วนหุ้นเรโนลท์ พุ่งขึ้น 2.9% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งสุดในบรรดาหุ้นกลุ่มรถยนต์ด้านผลการดำเนินงานของบริษัทงวดปี 57 มีสินทรัพย์รวม 345.31 ล้านบาท หนี้สินรวม 269.23 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 76.08 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการบริการ 234.31 ล้านบาท กำไรสุทธิ 8.86 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่า TTCL จะได้ประโยชน์ 2 ประการ คือ จะได้ประโยชน์ทันทีจากงานก่อสร้าง และประโยชน์ต่อมาจะมาจากรายได้จากการถือหุ้น (คาดว่า TCL จะถือ 28%) ในโครงการ ผู้บริหารคาดว่าโครงการนี้จะให้ equity IRR ราว 15% นายวูลฟ์กัง ชอยเบิล รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของเยอรมนี ประเมินว่ากรีซอาจประสบปัญหาในการหาสถาบันการเงินที่จะปล่อยเงินกู้นอกกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายหลังจากที่เกิดกระแสความวิตกกังวลว่า กรีซอาจจะผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของกรีซพุ่งขึ้น 3.5% แตะ 27% ซื้อ TISCO KKP ก่อนขึ้น XD ปลายเดือน เม.ย.ให้อัตราผลตอบแทน 3.5-4.3%: เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า รวมไปถึงอัตราเงินเฟ้อติดลบในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เป็นปัจจัยหนุนการ เก็งกำไร การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม กนง.วันที่ 29 เม.ย.นี้ แนะนำ ซื้อ TISCO (ขึ้น XD วันที่ 28 เม.ย. 2.0 บาท หรือ Dividend Yield 4.3%) และ KKP (ขึ้น XD วันที่ 29 เม.ย. 1.35 บาท หรือ Dividend Yield 3.5%) รวมไปถึง เก็งกำไร SAWAD และกลุ่ม MICRO Finance อย่าง THANI และ GCAP, นิกเกอิปิดบวก 16.01 จุด หลังหุ้นพลังงานแข็งแกร่ง,Res 5.00-5.05 / Sup 4.26、เกม ปั่น สล็อต ได้ เงิน จริง、 ดาวโจนส์ปิดวานนี้พุ่งกว่า 200 จุด รับข่าวจีนกระตุ้นศก.,ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิดสัญญาณซื้อทางเทคนิค พร้อมด้วยปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้นมาทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 27.00 หลังจากเคลื่อนไหวออกด้านข้างเพื่อสร้างฐานเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ธ.กลางจีนประกาศลดอัตรากันสำรองแบงก์พาณิชย์อีก 1% หวังกระตุ้นศก. หุ้นยุโรปปิดวันศุกร์ร่วง ขณะตลาดวิตกปัญหาหนี้กรีซด้านบล.ธนชาต ระบุในบทวิเคราะห์ฯแนะนำ ซื้อ หุ้น ESSO เนื่องจากราคาหุ้นดีดตัวฟื้นขึ้นพร้อมปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นโดดเด่น มีสัญญาณซื้อจากการเรียงตัวตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ย 7 และ 14 วัน สอดคล้องกับเครื่องมือ MACD ที่พลิกกลับมาเป็นบวก คาดว่าจะสามารถแกว่งตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง มีแนวต้านแรกบริเวณ 6.80 บาท และเป้าหมายถัดไปบริเวณเส้นค่าเฉลี่ยระยะ 3 ปีที่ 7.10 บาท ส่วนแนวรับ 6.20/6.00 บาท และมีจุดตัดขาดทุน 5.80 บาทสำหรับประวัติการศึกษา นายนิตินัย ศิริสมรรถการ จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบปริญญาโท Master of Public Administration, University of Southern California ประเทศสหรัฐอเมริกา จบปริญญาเอก Doctor of Philosophy in Economics มลรัฐ Florida ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งยังได้รับประกาศนียบัตรด้านบริหารการเงินจาก University of Southern California ประเทศสหรัฐอเมริกา, SET สัปดาห์หน้าทรงตัว จับตาปัจจัยตปท. หุ้นพลังงานอัพไซด์จำกัด CHO พุ่ง 4.32% ลุ้นชนะประมูลรถ NGV หลังผ่านเกณฑ์รอบแรก จ่อเสนอราคา 22 เม.ย.นี้ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย จำนวน 12,010 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของรายได้จากธุรกรรมค้าเงินและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ และรายได้จากเงินปันผล ส่วนค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย จำนวน 12,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% จากไตรมาสที่ 1/57 เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกรณีทุจริตที่เกิดขึ้นกับบัญชีเงินฝากของ สจล. ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบล่วงหน้าจนกว่าคดีจะสิ้นสุด หากตัดค่าใช้จ่ายพิเศษส่วนนี้ออกไป ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยของธนาคารฯ จะอยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อน。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.